วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตามคาด..โพลเผย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบ Facebook Timeline


      เชื่อว่าจำนวนคนที่ไม่ค่อยชอบระบบการแสดงผลแบบ Timeline ของ Facebook คงจะมีอยู่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ใช้งานยาก, เปิดเผยข้อมูลมากเกินไปหรือบางคนอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลงไปเอง ซึ่งในต่างประเทศได้มีการทำโพลสำรวจความคิดเห็นต่อ Facebook Timeline กัน อย่างในโพลของเว็บ SodaHead ได้ออกมาว่ามีผู้ใช้ Facebook กว่า 70% ที่ไม่ชอบเจ้า Timeline ส่วนที่ชอบนั้นมีเพียง 20% ของที่ทำการสำรวจ ส่วนอีก 10% ที่เหลือนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้งาน Facebookและเมื่อแบ่งแยกผลสำรวจตามช่วงอายุ จะพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุอยู่ในช่วง 18-24 ปี ยอมรับการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Timeline ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ โดยคิดเป็น 30% ของทั้งหมดที่พอใจในตัว Timeline แต่ในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้่นไปนั้น มีผู้ที่ชอTimeline เพียงแค่ 10% เท่านั้นเอง ส่วนถ้าแยกตามเพศ ทั้งชายและหญฺิงมีจำนวนผู้ที่ไม่ค่อยโปรดปราน Facebook Timeline คิดเป็น 77% เท่ากันทั้งคู่เลย (แสดงว่าใจตรงกัน :) )
ส่วนผลสำรวจจากเว็บ CNET นั้น พบว่าผู้ใช้ Facebook กว่า 36% ถูกบังคับให้เปลี่ยนมาใช้ Timeline ส่วน 22% ของทั้งหมดเพวกที่สรรหาวิธีเปิดใช้งานเอง นอกจากนี้ยังมีกว่า 18% ที่กำลังจะเลิกเล่น Facebook เปลี่ยนไปใช้งาน Google+ แทน ปิดท้ายด้วย 13% ของกลุ่มตัวอย่างที่บอกว่า เอาจริงๆ Facebook Timeline มันก็ไม่ได้แย่หรอกนะ ถ้าได้ลองใช้งานดูจริงๆน่ะ

ที่มา : CNET

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ระบาดหนัก! Simsimi โปรแกรมแชทเกรียนขั้นเทพ


          ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อน ๆ ที่เล่นเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ก็ต้องสงสัยกับภาพบทสนทนาระหว่างตัวการ์ตูนสีเหลือง ๆ หน้าตาน่าเอ็นดูที่มาพร้อมกับข้อความในบทสนทนาดูน่ารัก น่าชัง แต่บางข้อความก็ยียวน กวนประสาทสุด ๆ ภาพการสนทนาเหล่านี้ถูกโพสต์อยู่บนไทม์ไลน์ของใครหลาย ๆ อยากรู้ละสิว่า มันคืออะไร ? 




Simsimi (ซิมซิมิ)

          มันคือแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Simsimi (ซิมซิมิ) แอพพลิเคชั่นสุดอินเทรนด์ ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ Simsimi มาจากภาษาเกาหลีคำว่า ??? (ซิมซิมิ) แปลว่า เบื่อ แอพพลิเคชั่นสัญชาติเกาหลี เป็นบอทแชท (Chatting Robot) ดูเผิน ๆ เหมือนกับแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้พูดคุยกันธรรมดาทั่วไป เหมือนกับ Line หรือ WhatsApp ที่โต้ตอบพูดคุยเหมือนกับเพื่อน ๆ ทั่วไป แต่ความสามารถของ Simsimi ก็คือสามารถโต้ตอบและพูดคุยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ และจุดเด่นของ Simsimi ก็คือสามารถเลือกคำตอบได้ฉลาดและบางคำตอบก็มาพร้อมกับความยียวน กวนประสาท บางประโยคที่ Simsimi ตอบ ทำให้คนเล่นถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียว ทำไม Simsimi ถึงเลือกคำตอบได้หลากหลาย เพราะเราสามารถสอน(Teach) และเพิ่มประโยคคำพูดโต้ตอบต่าง ๆ ให้กับ Simsimi ได้ จึงไม่แปลกถ้าหากเราเล่น Simsimi แล้วมีคำพูดประโยคแปลก ๆ หรือมีคำหยาบหลุดออกมา แอพฯ ตัวนี้จึงกำหนดอายุสำหรับผู้ใช้งานที่มีอายุ 17 ปี ขึ้นไป

ตัวอย่างการใช้งาน Simsimi

  





Simsimi (ซิมซิมิ)

          หากคำไหนที่ Simsimi ไม่รู้จักหรือไม่สามารถตอบได้ Simsimi จะแสดงข้อความ I HAVE NO RESPONSE TEACH ME PLEASE เราสามารถเพิ่มคำที่ Simsimi ไม่รู้จัก โดยการคลิกปุ่ม Teach ด้านล่างแอพพลิเคชั่น และเพิ่มคำตอบที่ต้องการ ในช่อง If someone say พิมพ์คำที่ Simsimi ไม่รู้จักและช่อง Simsimi may response เป็นข้อความที่ให้ Simsimi โต้ตอบเสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK จากนั้นให้เรากรอก Area Code รหัสประเทศและเบอร์โทรศัพท์มือถือของเราพร้อมอีเมล์ ซึ่งจากตรงนี้เองที่ระบบจะกรองว่าเราอยู่ที่ประเทศอะไร และจัดหมวดหมู่ให้คำหรือประโยคที่เราใส่ทันทีและระบบจะทำการตรวจสอบประมาณ 30 นาที 



Simsimi (ซิมซิมิ)

          สำหรับใครที่สนใจและอยากทดลองพิสูจน์ความยียวนกวนประสาทของแอพพลิเคชั่นตัวนี้ สามารถดาวน์โหลดฟรีและใช้งานได้บน iOS (iPhone, iPod touch และ iPad), Android และสำหรับใครที่ใช้งานระบบปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น BlackBerry, Nokia, Windows Phone รวมถึง
ที่มา unigang

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

14 คำคมเพื่อชีวิต



1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง

2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอวดดี

3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง

4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา

5. ความผิดพลาดที่มหันต์ที่สุด ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง

6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง

7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตของเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง

8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ

9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง

10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ

11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ

12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา

13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล

14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน


Credit : http://campus.sanook.com/

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

10 วิธีช่วยให้คุณทำข้อสอบได้ดีขึ้น



10 วิธีที่จะช่วยให้คุณทำข้อสอบได้ดีขึ้น
Don't cram
วิธีนี้ไม่ได้ผลหรอกการเร่งดูหนังสือในเวลาอันสั้นๆจะทำให้คุณเหนื่อยเปล่า คุณควรเตรียมตัวอ่านและทบทวนหลายๆสัปดาห์ก่อนที่จะสอบ
Practice
ถ้าหากคุณเรียนเฉพาะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงคุณก็จะลืมมัน ได้อย่างรวดเร็ว คุณจำเป็นต้องมีการฝึกฝนเช่นในวิชาภาษาอังกฤษ คุณจะต้องเอาคำศัพท์ใหม่ที่เรียนมานั้นแต่งประโยคและพูดออกมาดังๆ สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์คุณจำเป็นจะต้องทำหลาย ๆ แบบฝึกหัดเท่าที่คุณจะทำได้ การฝึกจะทำให้คุณเข้าใจข้อเท็จจริงดีขึ้น
Read with your eyes closed
อันดับแรกคุณก็อ่านจากสมุดจดและหนังสือเรียนด้วยความระมัดระวัง จากนั้นให้ปิดหนังสือและให้หากระดาษมาหนึ่งแผ่น และเขียนหัวข้อสำคัญๆที่อ่านมาแล้ว ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเข้าใจว่าคุณจำเป็นจะอ่านทบทวนส่วนไหนเพิ่มเติม
Get the big picture
ทำเป็นโน๊ตย่อหัวข้อที่สำคัญๆโดยดึงเนื้อหาจากสมุดจดหรือจากหนังสือเรียน แบบฝึกหัดหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ได้จากห้องเรียน เรียบเรียงลำดับเนื้อหาใหม่ซึ่งจะทำให้คุณเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาและยัง ทำให้คุณจดจำเนื้อหาได้เป็นเวลานานอีกด้วย
Talk
ให้ถามรุ่นพี่ที่เรียนมาแล้วเกี่ยวกับคำถามหรือเกี่ยวกับ แนวข้อสอบเก่าๆว่าเป็นอย่างไรแล้วคุณจะได้เตรียมถูก หรือพร้อมมากยิ่งขึ้น
Get help
ยามใดที่คุณไม่เข้าใจอะไรสักอย่างขอให้ถามอาจารย์ซึ่งท่าน จะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือคุณได้อย่างดีหรืออาจจะเป็นเพื่อน หรือใครก็ได้ที่เข้าใจวิชานั้นเป็นอย่างดีไม่ต้องรอกระทั่งจะถึงวันสอบพรุ่ง นี้แล้วค่อยถาม มันอาจจะเป็นว่าสายเกินไปแล้ว!!!
Triage Principle
ถ้าหากคุณเห็นว่าเวลาเรียนไม่พอแล้ว คุณควรจะทำอย่างไรดี ? ควรจะอ่านในส่วนที่คุณเข้าใจเพียงน้อยนิดหรือควรที่จะอ่านในส่วนที่คุณพอมี ความรู้บ้างคุณควรจะอ่านในส่วนที่คุณพอมีความรู้อยู่บ้างซึ่งจะทำให้คุณรู้ มากยิ่ง ๆ ขึ้น เป็นการดีที่รู้ในบางส่วนที่รู้อยู่แล้วให้รู้มาก ๆ ยิ่งขึ้นดีกว่าการรู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ
Focus on objectives
ให้กลับไปอ่านจุดประสงค์การเรียนอีกรอบ จากนั้นให้ทดสอบรายจุดประสงค์แบบ Pre-test ว่าคุณทำผ่านเกณฑ์ไหม ถ้าจุดประสงค์ไหนทำไม่ได้หรือได้คะแนนน้อย ให้กลับไปเรียนใหม่ตามจุดประสงค์ที่คุณยังไม่รู้เรื่องดีพอ
Manage time
คุณจะต้องดูหนังสืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวันในวิชาที่ยากๆอย่างเช่นวิชาเคมี คุณจะต้องจัดตารางเรียนขึ้นมา และจะต้องอ่านตามตารางที่จัดไว้ ให้จัดระบบการอ่านหนังสือกับเพื่อนและจะต้องอ่านตามตารางที่จัดไว้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นบังคับคุณไปในตัวไม่ให้ขี้เกียจ
Relax
พยายามพักผ่อนหรือทำตัวสบายๆอย่าดูหนังสือกับเพื่อนที่ทนงตน หลงตัวเองคิดว่าตัวเองเก่งแล้วไม่ต้องอ่านก็สอบได้ เด็ดขาด คืนก่อนสอบให้เตรียมหนังสือ ปากกาและจัดกระเป๋าให้เรียบร้อยและเขัานอนแต่หัวคํ่า ถ้าหากคุณยังดูหนังสือดึกจะทำให้คุณเหนื่อยและยิ่งทำให้คุณเครียดมากขึ้น เมื่อเข้าสอบจะยิ่งทำให้คุณเบลอไปเลยแหละ!!(นะจะบอกให้)

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิ้ล


จากความสำเร็จของบริษัทแอปเปิล ทำให้หลายฝ่ายสงสัยและต้องการทราบว่า เบื้องหลังความสำเร็จและแนวคิดในแบบแอปเปิลนั้นเป็นอย่างไร
วันนี้เรามี 10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิล ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่ทำให้แอปเปิลพัฒนามาจนถึงวันนี้
เป็นที่รู้กันว่า พนักงานของบริษัทแอปเปิลตั้งแต่เริ่มทำงานมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาถูกปลูกฝังด้วยคำว่า Think Different หรือคิดต่าง ซึ่งแม้ว่าคำๆนี้จะมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม และปฏิบัติตามได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าพนักงานของแอปเปิลทุกคนจะเรียนรู้ และปฏิบัติตามได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า การคิดต่างในแบบแอปเปิลนั้น ได้ทำให้บริษัทก้าวมาไกลเพียงใด
สตีฟ โทบัก ที่ปรึกษา นักเขียน และผู้บริหารระดับอาวุโสของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ ที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 20 ปี ได้ทำการศึกษาบุคคลที่ร่วมงานกับแอปเปิล ที่เขาเปรียบเทียบว่า วัฒนธรรมแบบแอปเปิลเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของบริษัทในสหรัฐฯ เพราะแอปเปิลได้ฉีกทุกกฎที่ทุกคนเคยทำไว้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโทบักได้ข้อสรุปออกมาเป็น 10 วิธีที่คิดต่างในแบบแอปเปิล ที่ทำให้บริษัทนี้ โดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ และพลิกฟื้นจากบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย มาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นอันดับสองของโลก ดังนี้
1. เสริมสร้างให้พนักงานคิดต่าง พนักงานคนหนึ่งของแอปเปิลกล่าวว่า สตีฟ จ็อบส์มักจะพูดเสมอว่าเราต้องทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น และเขาเชื่อว่าพวกเราทำได้
2. สิ่งที่สำคัญคือการให้คุณค่า อย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย พนักงานของแอปเปิลทุกคนเห็นว่าออฟฟิศเป็นสถานที่ที่สนุกที่จะทำงาน ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่กันอย่างไร้กฎระเบียบ ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ว่างานต้องเสร็จเรียบร้อย ซึ่งโทบักเคยเข้าประชุมร่วมกับผู้บริหารของแอปเปิล ที่มาร่วมประชุมด้วยเท้าเปล่า ที่น่าแปลกก็คือไม่มีใครสังเกตเห็นซะด้วยซ้ำ
3. รักและใส่ใจกับผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
4. ทำทุกสิ่งที่สำคัญ และทำจากใจ โทบักตั้งข้อสังเกตว่า การบริหารงานของแอปเปิลนั้นจะไม่มีการแยกฝ่ายกันอย่างชัดเจน ทุกอย่างต้องทำภายใต้การรับผิดชอบร่วมกัน
5. ดูแลการตลาดอย่างใกล้ชิด จ็อบส์ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเป็นอย่างมาก โดยแอปเปิลจะไม่มีการจ้างบริษัทอื่นเพื่อมาทำการวิจัยทางการตลาด แต่พวกเขามีทีมเป็นของตัวเองในการรับผิดชอบเรื่องนี้
6. ควบคุมสาส์นที่จะสื่อออกไปถึงผู้บริโภค ซึ่งแอปเปิลจะมีวิธีการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการประชาสัมพันธ์บริษัทที่แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
7. สิ่งเล็กๆน้อยๆก็อาจสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ พนักงานของแอปเปิลรู้ซึ้งถึงแนวคิดนี้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ระหว่างการเปิดตัวไอโฟน 4 ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานทุกคนทำงานอย่างหนัก ผู้บริหารก็สั่งอาหารอย่างดีมาให้ บางสาขาถึงกับลงทุนจ้างพนักงานนวดมาเพื่อนวดคลายเส้นให้แก่พนักงานของแอปเปิลโดยเฉพาะ
8. อย่าปล่อยให้คนทำงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จ็อบส์เคยกล่าวเอาไว้ว่า หน้าที่หลักของเขาคือทำยังไงให้พนักงานทำงานดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคำตอบก็คือ เขาจะต้องคอยผลักดันให้พนักงานทุกคนก้าวหน้า
9. เมื่อคุณค้นพบว่าสิ่งนั้นทำแล้วได้ผล จงทำต่อไปเรื่อยๆ แอปเปิลเป็นบริษัทที่ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และพัฒนาจนสิ่งนั้นๆล้ำหน้ากว่าคนอื่น
10. การคิดต่าง จ็อบส์เคยกล่าวไว้ในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดว่า อย่าปล่อยให้เสียงหรือความคิดของคนอื่น ดังกว่าเสียงหรือความคิดของตัวคุณเอง ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณคิดจะแตกต่างจากคนอื่นแค่ไหน จงเชื่อมั่นและทำต่อไป

ขอบขอบคุณจาก : VoiceTV และ unigang