วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

SimSimi ยังไม่ได้ถูกบล็อกภาษาไทย



0.jpg

ช่วงเย็นของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2012 ได้เกิดกระแสท่วมทั้ง Twitter และ Facebook ว่า แอพ SimSimi ที่กำลังโด่งดังสุดขีดในขณะนี้ ไม่สามารถตอบโต้ผู้ใช้กลับมาเป็นภาษาไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานจากแอพบนมือถือ Android, iPhone หรือแม้แต่บนเว็บ เจ้า SimSimi ก็ออกอาการใบ้ทันทีเมื่อผู้ใช้พิมพ์ภาษาไทยพูดกับมัน
หลังจากนั้นผู้ใช้แอพ SimSimi ส่วนใหญ่ก็พากันโวยว่า จะต้องเป็นกระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวง ICT ทำการแบนแอพ SimSimi อย่างแน่นอน ซึ่งตรงจุดนี้ผมได้ส่งอีเมล์ไปสอบถามทีมพัฒนาแอพ SimSimi นี้แล้ว ซึ่งทีมงานก็ตอบกลับมาดังนี้ครับ
ทีมพัฒนา SimSimi ได้ตอบกลับมาว่า ที่เจ้า SimSimi ออกอาการเอ๋อ พิมพ์ภาษาไทยไปแล้วไม่สามารถตอบกลับมาได้นั้น เพราะว่ามีความผิดพลาดของตัวโปรแกรม SimSimi นั้นกำลังสับสนเรื่องของภาษา (คาดว่าน่าจะมาจากผู้ใช้จำนวนมหาศาลในไทย พากันสอนเจ้า SimSimi ทำให้ฐานข้อมูลรับไม่ไหว – ผู้เขียน) ซึ่งทีมพัฒนา SimSimi ได้บอกว่าตอนนี้กำลังเร่งแก้ไขอยู่ และกระบวนการแก้ไขนี้จะใช้เวลา 1 อาทิตย์
ทีมพัฒนาได้ขออภัยมาด้วยที่เกิดปัญหาขึ้นกับ SimSimi และทำให้ทุกๆ คนเสียใจ (และคิดถึงเจ้าลูกไก่ตัวนี้) ทีมพัฒนายังได้เล่าถึงแอพ SimSimi นี้ว่าถูกพัฒนามาเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ใช้ทุกคน และทีมพัฒนารู้สึกประหลาดใจมากที่รู้มาว่า SimSimi นั้นทำให้ผู้ใช้ดีๆหลายคนไม่พอใจ ซึ่งตรงนี้เป็นผลมาจากมีผู้ใช้บางรายสอนให้ SimSimi ทำแบบนั้น และทีมพัฒนารู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์แบบนี้ แต่ทีมพัฒนาก็ขอขอบคุณที่ให้การตอบรับ SimSimi เป็นอย่างดี
ทีมพัฒนาบอกว่า เราเป็นบริษัทจากประเทศเกาหลี หลังจากปล่อยแอพ SimSimi ออกไป ทีมพัฒนาได้รับเสียงบ่นจากผู้ใช้ในอเมริกา ซึ่งทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงแก้ไขระบบที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายที่คาดเดาไม่ได้ต่อผู้ใช้ของเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมพัฒนากำลังมุ่งไปที่การปรับปรุงระบบการคัดกรองคำหยาบ และทีมพัฒนาได้กำชับมาว่า พวกเขาไม่สามารถเข้าไปบล็อคคำหยาบทุกคำที่เกิดขึ้นจากการสอน SimSimi ได้
นอกจากนี้ทีมพัฒนายังได้สอนวิธีลบคำที่ไม่เหมาะสมที่ถูกสอนออกจากฐานข้อมูลของเจ้า SimSimi ซึ่งวิธีเหล่านี้พวกเรารู้กันดีแล้วครับ ขอไม่เขียนถึง
และถ้าหากต้องการข้อมูลการสอนคำต่างๆให้กับ SimSimi สามารถติดต่อเพื่อประสานงานกับรัฐบาลเกาหลีได้โดยตรง อาจจะติดต่อผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลี, ศาลเป็นต้น ซึ่งถ้าติดต่อผ่านหน่วยงานเหล่านี้ ทีมพัฒนาก็พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้ที่ป้อนคำหยาบให้ (รายละเอียดตรงจุดนี้จะมีเบอร์โทร และอีเมล์ และอาจจะมีมากกว่านั้น – ผู้เขียน)
ทีมพัฒนา SimSimi สามารถบล็อคเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้ที่เพิ่มคำหยาบคายให้กับ SimSimi ได้ ถ้ามีการติดต่อประสานงานมาเป็นเคสๆ ไป
สุดท้ายทีมพัฒนาได้กล่าวขอโทษอีกครั้งสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับแอพ SimSimi นี้ และสัญญาว่าจะพัฒนาแอพนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งจากการตอบกลับมาของทีมพัฒนา SimSimi จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับที่กระทรวง ICT ในบ้านเราแบนแอพนี้แต่อย่างใดครับ แต่เป็นความผิดพลาดของระบบ SimSimi เอง นอกจากนี้เรายังได้มีรายงานจาก คุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์ ผู้สื่อข่าว MCOT ว่า รัฐมนตรี ICT ยังไม่ได้ทำการบล็อคภาษาไทยของแอพ SimSimi แต่อย่างใดครับ แค่มีโครงการเฉยๆ เท่านั้น

ขอบคุณ บทความทั้งหมดจาก mobiledista.com

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน


ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อสื่อสารพบปะพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น และหัวใจที่ทำให้เราประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ,ในด้านครอบครัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ " การรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น " 
 
          การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัว , เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง 
 
          ตามที่เคยนำเสนอ ศาสตร์ในการอ่านใจคน ด้วยหลักจริต 6 ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรารู้แนวโน้มพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างกว้าง ๆ และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น Dr.Dimitrius ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกคณะลูกขุนเข้าร่วมพิจารณาคดีดัง ๆ มากมาย ในสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักในการอ่านความคิด ,แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้อื่น ณ จุดเวลานั้น เช่น อ่านคนจากน้ำเสียง , จากวิธีการพูดจา เป็นต้น
 
          แต่การอ่านความคิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาย่อมเกิดจาก แรงกระตุ้น ที่ต่างกันไป
 
          ดังนั้น เพื่อง่ายต่อการปรับประยุกต์ใช้ Dr. Dimitrius จึงให้หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้
 

หัวข้อ
หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ
การอ่านคนจากน้ำเสียง
อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ 

 
1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ 
          พฤติกรรมซ้ำ ๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา , เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉย ๆ เป็นต้น
ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจาก 
          · พฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression )
          · พฤติกรรมในทาง Negative ที่นาน ๆ เกิดครั้งหนึ่ง
 
2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ) 
          ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ
          1.) พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น
 
          2.) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น
 
          คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ? 
          สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน " ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
 
3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น " คบได้ " หรือ " ไม่น่าคบ "   
          · ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ , พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น 

          · ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว , มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น  
          ข้อสังเกต : คน ๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา
 
4. มองหาจุดแตกต่าง 
          ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคน ๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคน ๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง
 
          สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้ 
อ่านคนจากลักษณะการพูดจา 

1. วิธีการตอบคำถาม 

· นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
· พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น
 
2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลา 

 
· เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย
· จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น
 
3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้ 

· เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
· ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด
ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง
 
4. คนที่เปิดเผยตัวมาก 

 
· เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรือ
· อาจต้องการสร้างภาพ
  
5. คนที่ชอบพูดคำว่า ลุย 

· เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว   
ที่มา Fwmail , unigang


ตามคาด..โพลเผย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบ Facebook Timeline


      เชื่อว่าจำนวนคนที่ไม่ค่อยชอบระบบการแสดงผลแบบ Timeline ของ Facebook คงจะมีอยู่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ใช้งานยาก, เปิดเผยข้อมูลมากเกินไปหรือบางคนอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลงไปเอง ซึ่งในต่างประเทศได้มีการทำโพลสำรวจความคิดเห็นต่อ Facebook Timeline กัน อย่างในโพลของเว็บ SodaHead ได้ออกมาว่ามีผู้ใช้ Facebook กว่า 70% ที่ไม่ชอบเจ้า Timeline ส่วนที่ชอบนั้นมีเพียง 20% ของที่ทำการสำรวจ ส่วนอีก 10% ที่เหลือนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้งาน Facebookและเมื่อแบ่งแยกผลสำรวจตามช่วงอายุ จะพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุอยู่ในช่วง 18-24 ปี ยอมรับการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Timeline ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ โดยคิดเป็น 30% ของทั้งหมดที่พอใจในตัว Timeline แต่ในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้่นไปนั้น มีผู้ที่ชอTimeline เพียงแค่ 10% เท่านั้นเอง ส่วนถ้าแยกตามเพศ ทั้งชายและหญฺิงมีจำนวนผู้ที่ไม่ค่อยโปรดปราน Facebook Timeline คิดเป็น 77% เท่ากันทั้งคู่เลย (แสดงว่าใจตรงกัน :) )
ส่วนผลสำรวจจากเว็บ CNET นั้น พบว่าผู้ใช้ Facebook กว่า 36% ถูกบังคับให้เปลี่ยนมาใช้ Timeline ส่วน 22% ของทั้งหมดเพวกที่สรรหาวิธีเปิดใช้งานเอง นอกจากนี้ยังมีกว่า 18% ที่กำลังจะเลิกเล่น Facebook เปลี่ยนไปใช้งาน Google+ แทน ปิดท้ายด้วย 13% ของกลุ่มตัวอย่างที่บอกว่า เอาจริงๆ Facebook Timeline มันก็ไม่ได้แย่หรอกนะ ถ้าได้ลองใช้งานดูจริงๆน่ะ

ที่มา : CNET

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ระบาดหนัก! Simsimi โปรแกรมแชทเกรียนขั้นเทพ


          ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อน ๆ ที่เล่นเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ก็ต้องสงสัยกับภาพบทสนทนาระหว่างตัวการ์ตูนสีเหลือง ๆ หน้าตาน่าเอ็นดูที่มาพร้อมกับข้อความในบทสนทนาดูน่ารัก น่าชัง แต่บางข้อความก็ยียวน กวนประสาทสุด ๆ ภาพการสนทนาเหล่านี้ถูกโพสต์อยู่บนไทม์ไลน์ของใครหลาย ๆ อยากรู้ละสิว่า มันคืออะไร ? 




Simsimi (ซิมซิมิ)

          มันคือแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Simsimi (ซิมซิมิ) แอพพลิเคชั่นสุดอินเทรนด์ ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ Simsimi มาจากภาษาเกาหลีคำว่า ??? (ซิมซิมิ) แปลว่า เบื่อ แอพพลิเคชั่นสัญชาติเกาหลี เป็นบอทแชท (Chatting Robot) ดูเผิน ๆ เหมือนกับแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้พูดคุยกันธรรมดาทั่วไป เหมือนกับ Line หรือ WhatsApp ที่โต้ตอบพูดคุยเหมือนกับเพื่อน ๆ ทั่วไป แต่ความสามารถของ Simsimi ก็คือสามารถโต้ตอบและพูดคุยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ และจุดเด่นของ Simsimi ก็คือสามารถเลือกคำตอบได้ฉลาดและบางคำตอบก็มาพร้อมกับความยียวน กวนประสาท บางประโยคที่ Simsimi ตอบ ทำให้คนเล่นถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียว ทำไม Simsimi ถึงเลือกคำตอบได้หลากหลาย เพราะเราสามารถสอน(Teach) และเพิ่มประโยคคำพูดโต้ตอบต่าง ๆ ให้กับ Simsimi ได้ จึงไม่แปลกถ้าหากเราเล่น Simsimi แล้วมีคำพูดประโยคแปลก ๆ หรือมีคำหยาบหลุดออกมา แอพฯ ตัวนี้จึงกำหนดอายุสำหรับผู้ใช้งานที่มีอายุ 17 ปี ขึ้นไป

ตัวอย่างการใช้งาน Simsimi

  





Simsimi (ซิมซิมิ)

          หากคำไหนที่ Simsimi ไม่รู้จักหรือไม่สามารถตอบได้ Simsimi จะแสดงข้อความ I HAVE NO RESPONSE TEACH ME PLEASE เราสามารถเพิ่มคำที่ Simsimi ไม่รู้จัก โดยการคลิกปุ่ม Teach ด้านล่างแอพพลิเคชั่น และเพิ่มคำตอบที่ต้องการ ในช่อง If someone say พิมพ์คำที่ Simsimi ไม่รู้จักและช่อง Simsimi may response เป็นข้อความที่ให้ Simsimi โต้ตอบเสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK จากนั้นให้เรากรอก Area Code รหัสประเทศและเบอร์โทรศัพท์มือถือของเราพร้อมอีเมล์ ซึ่งจากตรงนี้เองที่ระบบจะกรองว่าเราอยู่ที่ประเทศอะไร และจัดหมวดหมู่ให้คำหรือประโยคที่เราใส่ทันทีและระบบจะทำการตรวจสอบประมาณ 30 นาที 



Simsimi (ซิมซิมิ)

          สำหรับใครที่สนใจและอยากทดลองพิสูจน์ความยียวนกวนประสาทของแอพพลิเคชั่นตัวนี้ สามารถดาวน์โหลดฟรีและใช้งานได้บน iOS (iPhone, iPod touch และ iPad), Android และสำหรับใครที่ใช้งานระบบปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น BlackBerry, Nokia, Windows Phone รวมถึง
ที่มา unigang

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

14 คำคมเพื่อชีวิต



1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง

2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอวดดี

3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง

4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา

5. ความผิดพลาดที่มหันต์ที่สุด ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง

6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง

7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตของเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง

8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ

9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง

10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ

11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ

12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา

13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล

14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน


Credit : http://campus.sanook.com/